ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)

ประเด็นเปรียบเทียบค่าเสื่อมราคาทางบัญชีค่าเสื่อมราคาทางภาษี
หลักเกณฑ์การคำนวณใช้ดุลยพินิจและการประเมินประโยชน์ที่กิจการจะได้รับจริง เช่น ประเมินว่าเครื่องจักรนี้จะใช้งานได้กี่ปีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (เช่น พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145)
อัตราค่าเสื่อมราคา / เพดานอิงตามอายุการใช้งานจริงของกิจการ (อาจจะสั้นหรือยาวกว่าทางภาษีก็ได้)มีการกำหนดเพดานอัตราสูงสุดไว้ชัดเจน เช่น อาคารถาวรไม่เกิน 5% ต่อปี, ทรัพย์สินทั่วไปไม่เกิน 20% ต่อปี
ราคาทุนที่ใช้คำนวณ (ตัวอย่างเช่น รถยนต์นั่ง)ใช้ ราคาทุนจริง ที่ซื้อมาทั้งหมด (รวม Vat หรืออุปกรณ์เสริมตามมาตรฐานบัญชี)กรณีรถยนต์นั่งหรือโดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง กฎหมายภาษีจำกัดให้ตั้งราคาทุนคำนวณได้ ไม่เกิน 1 ล้านบาท (ยกเว้นมีเงื่อนไขอื่น)

สรุปความแตกต่างระหว่าง ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี กับ ทางสรรพากร (ภาษี) ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

  • ค่าเสื่อมทางบัญชี: มุ่งเน้นการสะท้อนมูลค่าทรัพย์สินตาม ความเป็นจริงทางธุรกิจ โดยอ้างอิงจากอายุการใช้งานและการใช้งานจริงของกิจการ เพื่อให้งบการเงินมีความเหมาะสม
  • ค่าเสื่อมทางภาษี: มุ่งเน้นการปฏิบัติตาม กฎหมายและเพดานอัตราที่กรมสรรพากรเป็นผู้กำหนด (เช่น กำหนดอัตราสูงสุดของอาคารไว้ที่ 5% หรือจำกัดราคาทุนรถยนต์นั่งไม่เกิน 1 ล้านบาท)

ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ: เมื่อตัวเลขค่าเสื่อมทั้งสองแบบไม่เท่ากัน (เช่น ทางบัญชีหักค่าเสื่อมเร็วกว่าทางภาษี) นักบัญชีจะต้องนำส่วนที่เกินไป “บวกกลับ” เป็นกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีในตอนสิ้นปี (ภ.ง.ด.50)

การคิดค่าเสื่อมราคา (ตามที่สรรพากรกำหนด)
รายการอัตราค่าเสื่อม (%)
1.ที่ดินไม่คิดค่าเสื่อมราคา
2.อาคาร อาคารถาวร อาคารชั่วคราว  5% (20 ปี) 100% (1 ปี)
3.ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สูญสิ้นไปได้5% (20 ปี)
4.ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า กรณีไม่มีหนังสือสัญญาเช่า /มีสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้ กรณีมีสัญญาเช่ากำหนดอายุสัญญาเช่า  10% (10 ปี) ตามอายุสัญญาเช่า
5.ต้นทุนการได้มาซึ่งสิทธิ กุ๊ดวิลล์ เครื่องหมายการค้า สิทธิประกอบกิจการตามใบอนุญาต สิทธิบัติ ลิขสิทธิ์ กรณีไม่จำกัดอายุการใช้งาน กรณีจำกัดอายุการใช้งาน    10% (10 ปี) ตามอายุการใช้งาน
6.ทรัพย์สินอย่างอื่น20% (5 ปี)

บทความอื่นๆ